วันนี้เป็นวันแรกที่ผมสามารถนั่งรถเมล์สาย 79 มาลงที่หน้าวัดประทุม แล้วเดินมาที่ออฟฟิศ หลังจากเหตุการณ์ไม่สงบในบ้านเมือง ลงจากรถปุ๊บก็เดินผ่านประตูวัด มีคนกำลังแจกเครื่องดื่มชา กาแฟ ให้คนที่เดินผ่านไป ผ่านมา ได้ดื่มกัน ผมก็ไม่ได้รับนะ ด้วยความที่รู้สึกว่าไม่ได้มาช่วยทำความสะอาดเมื่อวันก่อน แล้วก็กลิ่นควัน ไฟ ไหม้ ยังคงมีกลิ่นอยู่บ้าง คงจะกินไม่ลงซักเท่าไหร่ ก็เดินต่อมา ถึง เซ็นทรัลเวิล ที่ผ่านอยู่ประจำ แต่ทำไมวันนี้สภาพมันทำให้ผมน้ำตาซึมจนต้องกลั้นไม่ให้มันไหลออกมา (แบบว่าแมนอีกตามเคย ลูกผู้ชายต้องไม่ร้องไห้) ก็เห็นมีคนมาเดินถ่ายรูปอยู่บ้าง ผมก็คิดในใจว่า อยากจะถ่ายอยู่หรอก แต่พอนึกอีกทีคงไม่ใช่ภาพที่อยากจะเก็บสักเท่าไหร่ อีกทั้งภาพข่าวทั่วไปก็มีให้เห็นเยอะมาก เลยขอผ่านดีกว่า มาถึงทางขึ้นบันได ที่จะข้ามไปฝั่งโรงพยาบาลตำรวจ ตอนนี้ยังปิดไม่ให้ขึ้นอยู่ ผมต้องเดินมาข้ามตรงสี่แยก รถติดไฟแดงพอดี เลยเดินผ่านมา ฝั่งตรงข้ามก็เห็นเจ้าหน้าที่ และคนทั่วไป ยังคงช่วยกันเก็บกวาด และ จัดการเรื่องสถานประกอบการณ์ เพื่อจะได้เปิดบริการได้ในเร็ววัน ร่องทางระบายน้ำก็เหมือนมีร่องรอยการ สำรวจหาวัตถุอันตรายต่างๆ ให้เห็น ศูนย์ประชาสัมพันธ์ของกทม ที่เป็นเหมือนตู้ย่อมๆ ยังไม่ทันได้เปิดใช้ก็โดนทุบกระจกแตกซะแล้ว มีป้ายข้อความเขียนว่า "ห้ามเข้าเด็ดขาด" เออก็เห็นอยู่ว่ามึงปิด คนธรรมดาทั่วไปคงไม่มีใครเข้าอะ เดินมาเรื่อยๆ ต้นไม้ข้างทางเท้าก็เฉาเฉาพิกล ก็มาถึง ทางขึ้น BTS ราชดำริ สักที บันไดทางขึ้น ด้านนี้ปิดให้บริการอยู่ ยังมีรอยดำไหม้จากไฟ ให้เห็น ผมต้องเดินไปข้าม อีกทางนึง (ปกติก็ใช้บันได้ที่สองอยู่แล้ว เนื่องจากพอลง จะตรงกับปากซอยออฟฟิศพอดี) เดินขึ้นมาบน BTS ร้านกาแฟร้านเดิมก็ยังปิดอยู่(จริงๆ ผมไม่เคยซื้ออะ ไม่ชอบกินกาแฟ .... ข้ออ้างของคนไม่มีตังค์ อิอิ) เดินลงมาถึงปากซอยก็มีคนถือโค้กมาแจก โค้กเย็นๆ ไหมครับ เสียงผู้ชายคนนั้นร้องบอกคนที่เดินผ่านไปมา แล้วก็ส่งมาให้ผมหนึ่งขวด ผมก็รับมาแต่โดยดี (นึกอยู่ว่าทำไมตอนนี้รับวะ เป็นโค้กขวดเล็ก อ๋อ สงสัยคงกลัวเสียน้ำใจ...) มาถึงหน้าตึก นันทวัน ก็ชะเง้อมองที่โรงอาหารด้านหลังซึ่งผมมาทานประจำทุกเช้า ถ้ามาไม่สายนะ 555+ เห็นรถจอดอยู่ น่าจะเปิดนะ เห็นมีคนเดินเข้าไปด้วย เลยเดินเข้าไป วันนี้ร้านป้าที่ปกติขายก๋วยเตี๋ยว ขายข้าวแกงด้วยเนื่องจากร้านขายข้าวแกงไม่เปิด อีกร้านก็เป็นร้านขายน้ำและขนม เจ้าของร้านนี้คงเป็นคนเดียวมั้งที่คุยกับผมบ้าง(ปกติไม่ค่อยมีใครคบ) ผมก็พวกถามคำตอบคำ วันนี้ซื้อข้าวแกงหมูมะเขือเปราะ กับไข่ดาว (จริงๆ สั่งไปสามอย่าง แต่น้องคนนั้นตักให้แค่สอง) ราคา 25 บาท ถือว่าถูกมากๆ ในย่านนี้เมื่อเทียบกับคุณภาพที่ได้รับ ถือจานมาหยิบช้อน อ้าวช้อนหมดเหลือแต่ซ้อม กับช้อนกินก๋วยเตี๋ยว ก็ได้วะ ยาวไม่เท่ากันก็ไม่เป็นไร เราต้องยอมรับในความแตกต่าง นำไปวางที่โต๊ะซึ่งวางกระเป๋ากับขวดโค้กจองไว้แล้ว แล้วก็เดินไปซื้อไวตามิลต์ทูโกอินเบล็คอีกขวด กลับมานั่งกิน ก็มองไปรอบๆ ตึกข้างๆ ที่กำลังก่อสร้างตอนนี้ก็ทำต่อได้แล้ว ต้นไทรต้นใหญ่และต้นไม้ในสวนข้างตึกนันทวัน วันนี้มีความเหี่ยวเฉาเหมือนผ่านพายุและความแห้งแล้งที่แสนทรมารมานาน คิดในใจว่าต้นไม้ก็ยังรู้สึกได้ จู่ๆก็มีลมพัดมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้นไม้แถวนั้นปลิวไสว เหมือนตอบรับกับผมว่ารอก่อนนะ ฉันจะกลับมาเขียวขจีในอีกไม่ช้า น้ำตาผมเริ่มซึมอีกครั้ง กินข้าวไปด้วยความผะอืดผะอม โค้กขวดนี้อร่อยที่สุดตั้งแต่เคยดื่มมาเลยในชีวิต (จริงๆอะอิ่ม ก็ข้าวหนึ่งจาน น้ำอีกสองไม่อิ่มก็แย่แล้ว อิอิ) สุดท้ายเหลือหมูอีกหนึ่งชิ้น ก็เดินเอาจานไปเก็บ พร้อมกับเทเศษอาหารซึ่งก็คือหมูชิ้นนั้น วันนี้ไม่ยักกะมีลังให้ใส่ขวดแฮะ
เดินออกจากโรงอาหารเพื่อมาออฟฟิศ ฝนทำท่าว่าจะตก ก็หยิบร่มออกมาจากกระเป๋า ยกนาฬิกาเท่ๆ ที่พยากรณ์อากาศได้คร่าวๆขึ้นมาดู ก็เห็นกราฟหัวทิ่มไปช่วงนึงแต่ตอนนี้ผงกหัวขึ้นนิดหน่อยแล้วแสดงว่าอาจตกปลอยๆ กำลังจะกางก็หยุดซะงั้น ประกอบกับเดินมาจะถึงออฟฟิศแล้ว ผ่านตึก อนันตรา terrazz ก็เปิดให้บริการแล้ว เพิ่งจะรู้ไม่นานมานี้ว่าชาวบ้านเค้าเรียกบ้านราชประสงค์ ปกติรู้จักแต่บ้านสมถวิล ที่อยู่ตึกก่อนหน้า เหอๆ มาถึง villa market ซุปเปอร์มาเก็ตชั้นล่างออฟฟิศแล้ว (คิดในใจทำไมที่นี่ไม่โดนวะ ข้าวของส่วนใหญ่ก็ของนอกทั้งนั้น สงสัยอยู่ในซอย พวกนั้นคงไม่เห็น)
ขึ้นลิฟท์มาชั้น 11 ออฟฟิศของเราถึงแล้ว แล้วก็มานั่งเขียนบล็อกนี้ก่อนที่คนในแผนกจะมากัน
ปล. หมูชิ้นที่เหลือจริงๆ อะมันล้วน
No comments:
Post a Comment